มาร์กอส

มาร์กอส ย้ำชัยสุดงามเชลซีอัดเบิร์นลีย์ขยับขึ้นที่7

มาร์กอส โธมัส ทูเคิ่ลที่ปรึกษาป้ายแดงเชลซี พาทีมเปิดฉากความมีชัยครั้งแรกได้สำเร็จ

มาร์กอส โธมัสทูเคิ่ลที่ปรึกษา ป้ายแดงเชลซี พาทีมเปิดฉากความมีชัยครั้งแรกได้เสร็จข้างหลังเปิดรัง เอาชนะเบิร์นลีย์ 2-0 จากประตูของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และก็ ลูกยิงสุดงามของมาร์กอส อลอนโซ่

ทำให้กลุ่ม “สิงห์บลูส์” ขยับขึ้นมารั้งที่ 7 ของตาราง ส่วนกองทัพ “เดอะ คลาเรตส์” สะดุดแพ้ครั้งแรกในรอบ 3 เกมยังรั้งที่ 15 ในศึกพรีเมียร์ลีก ช่วงวันที่ 31 มกราคมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

ศึกบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกทุกวันอาทิตย์ที่ 31 เดือนมกราคม 2564 ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นการเจอกันระหว่าง เชลซีกลุ่มชั้น 10 เจอเบิร์นลี่ย์ กลุ่มชั้น 15 ของตาราง

โธมัสทูเคิ่ลที่ปรึกษาคนใหม่ชาวเยอรมันของเชลซี เปิดฉากงานด้วยการเสมอวูล์ฟแฮมป์ตัน 0-0 ในเกมปัจจุบัน เกมนี้มีการปรัพกองทัพหลายตำแหน่งจากเกมปัจจุบัน

ส่งแนวรุกอย่าง เมสัน เมาท์, ติโม แวร์เนอร์ และ แทมมี่ อับราฮัม ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า ด้านเบิร์นลีย์ ของ กุนซือ ฌอน ไดช์ ผลงานกำลังเข้าฝักหลังจากชนะมา 3 เกมต่อเนื่องกัน

เกมนี้ยังไม่มีชื่อของ แอชลี่ย์ บาร์นส์ แผงหน้าตัวเก่ง ทำให้คู่หน้าเป็น คริส วู้ด ที่ลงจับคู่ล่าตาข่ายกับ มาเตจ์ วีดร้า ครึ่งแต่เดิมมาเป็นเชลซี ที่ครอบครองเกมบุกใส่มากยิ่งกว่าตามคาด ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

รวมทั้งมาสบโอกาสลุ้นจบสกอร์ทีแรกในนาทีที่ 8 เมสัน เมาท์ ได้บอลหน้าจุดโทษแล้วบรรจงปั่นด้วยขวาแม้กระนั้นบอลยังเหินผ่านคานไปไกล ต่อจากนั้นเจ้าถิ่นยังได้บุกใส่แบบวันเวย์ นาที 30

เมสัน เมาท์ ได้ลุ้นทำคะแนนอีกทีจากจังหวะใส่เข้ามาในจุดโทษแล้ววางเท้าซัดด้วยขวาบอลยังไม่ตรงกรอบ ทำให้ผ่านครึ่งชั่วโมงสกอร์ยังอยู่ที่ 0-0 จนกว่านาทีที่ 41 ความพากเพียรของเชลซี

มาร์กอส

โธมัส ทูเคิ่ลที่ปรึกษาคนใหม่ชาวเยอรมันของเชลซี

มาร์กอส ก็มาสำเร็จผลจากจังหวะที่ คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย เลี้ยงลากดึงแนวรับเบิร์นลีย์ เข้าจุดโทษแล้วจ่ายแม้กระทั่ง เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า ที่วิ่งเพิ่มขึ้นมาจากหน้ากรอบจุดโทษตนเอง

แล้วยิงเร็วโดยทันทีบอลพุ่งแสกหน้า นิค โป๊ป เข้าประตูไปให้กลุ่มขึ้นนำ 1-0 พร้อมเป็นประตูแรกในรอบแทบหนึ่งปีเต็มของตัวบุกปีกขวาชาวสแปนิช ขณะที่เหลือทั้งคู่กลุ่ม ดูบอลสด

ทำอะไรเพิ่มไม่ได้ จบเกมเชลซี ขึ้นนำเบิร์นลีย์ 1-0 ช่วงหลัง เชลซีมีการสลับตัวผู้เล่น ในทันทีด้วยการส่ง คริสเตียน พูลิซิช ลงมาเล่นแทน แทมมี่ อับราฮัม กองทัพ “สิงห์บลูส์”

ยังเริ่มช่วงหลังได้อย่างครื้นครึก นาที 52 ได้ลุ้นลูกสองจากจังหวะการเปิดทางกราบขวาของ คัลลัม ฮัดสัน โอดอย ให้ ติโม แวร์เนอร์ ได้กระแทกเต็มๆแต่ว่าบอลยังไปตรงตัวของ นิค โป๊ป

รับเข้าซองสบาย แล้วต่อจากนั้น นาที 57 เชลซีหวิดได้ ลูกสองอีกรอบเมื่อ คัลลัม ฮัดสัน โอดอย ฉุดกระชากเข้าจุดโทษแล้วกดด้วยขวาบอลไปแฉลบ เอริค ปีเตอร์ส บอลไปชนคานกระเด้งออกมา

เบิร์นลีย์จำต้องมา โชคร้ายเสีย คริส วู้ด แผงหน้าตัวเก่งไปอีกรายภายหลังมีลักษณะอาการเจ็บจนกระทั่งเล่นต่อไม่ไหว แล้วเป็น โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สสัน ที่ลงมาเล่นแทนในนาทีที่ 62 นาที 69

คัลลัม ฮัดสัน โอดอย เปิดบอลเร็วเข้าจุดโทษ เบน มี พยายามสกัดแต่ว่าไม่ถูกเหลี่ยมบอลพุ่งเข้าพบประตูแม้กระนั้น นิค โป๊ป ยังโชว์ซูเปอร์เซฟพุ่งปัดออกไปแบบหวุดหวิด

เชลซียังเป็นข้างครอบครองเกมได้เหนือกว่าแจ่มชัด โดยเน้นย้ำการต่อบอลเป็นหลักเพื่อรักษาสกอร์นี้ไว้ไม่ได้ผลีผลามบุกใส่เสมือนในตอนครึ่งแรก แม้กระนั้นนาที 84 มาได้ประตูนำห่าง 2-0

จากจังหวะที่ คริสเตียน พูลิซิช เปิดบอลให้มาร์กอส อลอนโซ่ พักอกก่อนหนึ่งจังหวะแล้วแต่งด้วยเข่าก่อนจะเอียงตัววอลเลย์ด้วยซ้ายจ่ายบอลตุงตาข่ายอย่างเหนือชั้น

ขณะที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกมเชลซี เชือดชนะเบิร์นลีย์ 2-0 ขยับขึ้นมารั้งที่ 7 ของตาราง รายนามผู้เล่นทั้งคู่ กลุ่มเชลซี (3-4-2-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า,

ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย (รีช เจมส์ น.72), จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอสอลอนโซ่ – เมสัน เม้าท์ (ไค ฮาแวร์ทซ์ น.80),

ติโม แวร์เนอร์ – แทมมี่ อับราฮัม (คริสเตียน พูลิซิช น.46) เบิร์นลี่ย์ (4-4-2) : นิค โป๊ป – แม็ทธิว โลว์ตัน, เจมส์ ทาร์คอฟสกี้, เบน มี, เอริค ปีเตอร์ส – ร็อบบี้ เบรดี้, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด,

แจ็ค ค็อก, ดไวท์ แม็คนีล – มาเตจ์ วีดร้า (เจย์ โรดริเกซ น.57), คริส วู้ด (โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สสัน น.62) ลีกใหญ่ยุโรป

ผียังไม่หล่น

ผียังไม่หล่น เลสเตอร์ช็อกคารังโดนลีดส์กลับแซง

ผียังไม่หล่น เลสเตอร์ซิตี้ ชวดเก็บ 3คะแนนเพื่อแซงแมนฯ ยูไนเต็ดขึ้นไปยึดรองผู้นำฝูง

ผียังไม่หล่น เลสเตอร์ซิตี้ ชวดเก็บ 3 คะแนนเพื่อแซง แมนยูไนเต็ด ขึ้นไปยึดรองผู้นำฝูง ข้างหลังโดน ทีเด็ดของลีดส์ ยูไนเต็ดที่พลิกกลับมาแซงชนะไปสุดสนุก 3-1

ทำให้กองทัพ “จิ้งจอก” ยังรั้งที่ 3 ของตาราง ส่วนทีม “ยูงทอง” เก็บชัยสองนัดหมายรวด ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ช่วงวันที่ 31 มกราคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ทุกวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. 2564 ที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เป็นการเจอกันระหว่างเลสเตอร์ซิตี้ ทีมอันดับ 3 พบลีดส์ยูไนเต็ด กลุ่มชั้น 12 ของตาราง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเลสเตอร์

ถ้าหากเกมนี้พาทีมคว้าแชมป์ได้จะแซง แมนฯ ยูไนเต็ดขึ้นไปรั้ง รองผู้นำฝูงในทันที เกมนี้มีปัญหาการจัดกองทัพเมื่อไร้ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ที่มีลักษณะเจ็บโดยส่ง นอมปาลิส เมนดี้ ลงเล่นแทน

ส่วนแนวรุกยังไม่มีชื่อของ เจมี่ วาร์ดี้ รวมทั้งยังเป็น อโยเซ่ เปเรซ ที่ลงล่าตาข่ายแทน โดยมี เจมส์ แมดดิสัน คอยปั้นเกมข้างหลัง ครึ่งแรก เลสเตอร์เริ่มด้วย การบุกใส่โดยทันที

ก่อนที่จะมาได้ประตูขึ้นนำอย่างเร็ว 1-0 ในนาที 12 จากจังหวะลากขึ้นมาจากกลางสนามของ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ แล้วทำชิ่งกับ เจมส์ แมดดิสัน คืนบอลกลับมาให้ปีกคนประเทศอังกฤษได้

วางเท้าซัดจ่อๆในจุดโทษจ่ายบอลตุงตาข่าย แต่ นาที 15 ลีดส์ยูไนเต็ด ที่ได้โต้กลับขึ้นมาตามตีเสมอทันทีเป็น 1-1 เมื่อ ลุค อายลิ่ง ตัดบอลได้ในดินแดนตนเองฉุดกระชากขึ้นมา

ไหลให้ แพทริค กางมฟอร์ด แล้วจ่ายแม้กระทั่ง สจ๊วร์ต ดัลลัส หลุดเข้าไปซัดในจุดโทษบอลพุ่งทิ่มเสาไกลอย่างงดงาม เกมเปิดหน้าแลกเปลี่ยนกันบันเทิงใจ นาที 20เลสเตอร์

ผียังไม่หล่น แทบขึ้นนำอีกรอบจากจังหวะการยิงของ เจมส์ แมดดิสัน ไปไถลบล็อคแนวรับลีดส์ ไปเข้าทาง อโยเซ่ เปเรซ หลุดคนเดียวไปซัดผ่านมือ อิลล็อง เมส์ลิเย่ร์ เข้าประตูไป

แม้กระนั้นผู้ช่วยยอมแพ้เป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน นาที 21ลีดส์ โชคร้ายจะต้องมาเสียโควต้าสลับตัวอย่างเร็วเมื่อ โรดรีโก้ โมเรโน่ มีลักษณะอาการซึ่งรู้สึกเจ็บจนถึงเล่นต่อไม่ไหว

ก่อนที่จะเป็น มาเตอุส คลิทช์ ลงมาเล่นแทน หลังจากนั้น ลีดส์เกือบพลิกขึ้นนำ ในนาที 31 แจ็ค แฮร์ริสัน ซัดด้วยซ้ายแบบไม่จับ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล จะต้องออกปัดทิ้งออกข้างหลังไป ทัพ “ยูงทอง”

ได้ลุ้นสม่ำเสมอการติดต่อประสานงานของ แพทริค กางมฟอร์ด ที่ทำชิ่งคืนให้ ราฟินญ่า หลุดเข้าจุดโทษไปซัดด้วยขวา แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกข้างหลังได้อีกรอบ

ในนาที 34 เลสเตอร์จำเป็น ต้องเสียโควต้าสลับตัวคนแรกเช่นเดียวกัน ภายหลัง ติโมธี คาสตานเญ่ มีลักษณะเจ็บ แล้วเป็น ริคาร์โด้ เปเรยร่า ลงมาเล่นแทน ในนาที 36 ข้างหลังงจากนั้น ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

ผียังไม่หล่น

เกมนี้พาทีมคว้าแชมป์ได้จะแซงแมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นไปรั้งรองผู้นำฝูงในทันที

ผียังไม่หล่น ทั้งคู่กลุ่มทำอะไรกันเพิ่มไมได้ จบครึ่งแรกยังเท่ากัน 1-1 ช่วงหลังเลสเตอร์ สลับตัวผู้ที่สองส่ง ชักลาร์ โซยุนชู ลงมาเล่นแทน มาร์ค อัลไบรท์ตัน พร้อมปรับมาใช้ระบบ ข้างหลังสามคนเลสเตอร์

ยังครอบครองเกมได้เหนือกว่า นาที 58 ริคาร์โด้ เปเรยร่า ฉุดกระชากหนีตัวตามติดแล้วหลุดไปซัดในจุดโทษแต่ว่าบอลไม่มีน้ำหนักไปเข้ามือของ อิลล็อง เมส์ลิเย่ร์ แต่ว่าแต่กระนั้น เปลี่ยนเป็นลีดส์

ที่มาได้ประตูกลับขึ้นนำ 2-1 ในนาที 71 แพทริค แบมฟอร์ด รับบอลจาก ราฟินญ่า หลุดไปกดด้วยซ้ายข้างถนัดบอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าประตูไปอย่างงดงาม จากนั้นเลสเตอร์ ดูบอลสด

เดินหน้าบุกใส่เป็นลมพายุหวังทวงประตูคืน ก่อนที่จะ นาที 76 จะชวดตามตีเสมอแบบโชคร้าย จากจังหวะเบี่ยงตัววอลเย์ด้วยขวาแถวๆหัวกระโหลกของ อโยเซ่ เปเรซ อิลล็อง เมส์ลิเย่ร์

โชว์ซูเปอร์เซฟปัดทิ้งไว้ได้ แค่นี้ไม่พอ นาที 84 ลีดส์ นำห่างเป็น 3-1 จกาจังหวะสวนกลับเร็วจากดินแดนตนเอง แพทริค แบมฟอร์ด กระชากจากกึ่งกลางสนามเข้าจุดโทษแล้ว

จ่ายมอบให้พานให้ แจ็ค แฮร์ริสัน ได้ซัดจ่อๆไม่พลาด ตอนที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกมลีดส์ยูไนเต็ด บุกชนะ เลสเตอร์ซิตี้ 3-1 รายนามผู้เล่นทั้งคู่กลุ่ม เลสเตอร์ซิตี้

(4-2-3-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ติโมธี คาสตานเญ่, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์ (ซากลาร์ โซยุนชู), เจมส์ จัสติน – น็อมปาลิส เมนดี้, ยูริ ตีเลมันส์ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน,

เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – อโยเซ่ เปเรซลีดส์ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมส์ลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, ปาสกาล สไตรจ์ค, เลียม คูเปอร์, เอ็กซิยาน อลิออสกี้ – คัลวิน ฟิลลิปส์ – ราฟินญ่า,

สจ๊วร์ต ดัลลัส, โรดริโก้ โมเรโน่ (มาเตอุส คลิทช์ น.21), แจ็ค แฮร์ริสัน – แพทริค แบมฟอร์ด มาร์กอส