ฟอร์มสุดขีด

ฟอร์มสุดขีด ต้องเสียสถิติเมื่อแพ้นัดหมายเปิดฤดูกาลทีแรก

ฟอร์มสุดขีด นำกองทัพ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” บุกชนะ 1-0 ในเกมพรีเมียร์ลีก นัดหมายเปิดฤดู

ฟอร์มสุดขีด ประตูชัยในเกมนี้เกิดขึ้นช่วงครึ่งหลังจากจังหวะที่ ลูก้าส์ ดีญ เปิดฟรีคิกโค้งไปหน้าประตูให้ โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน ทะยานขึ้นโขกเข้าไปตุงตาข่าย โดยในแมตช์นี้ 3 นักเตะใหม่ของทีมเยือนโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด

  • เด็กใหม่เปิดตัวแตกต่างราวฟ้ากับเหว

ฟอร์มสุดขีด ฮาเมส โรดริเกซ สตาร์ชาวโคลอมเบีย ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสำหรับในการปรับนิสัยในการเล่นพรีเมียร์ลีก เลย โดยเขาแสดงให้เห็นถึงเซนต์ลูกหนังตั้งแต่เกมแรกที่ใส่เสื้อเอฟเวอร์ตัน ซึ่งแน่ๆว่างานนี้บรรดาสาวก “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” อาจเทหัวใจยกให้เป็นขวัญใจคนใหม่ที่ถิ่นกูดิสัน พาร์ค สำลักความสำราญ

สมัยก่อนจอมบุก เรอัล มาดริด และก็ บาเยิร์น มิวนิค ก่อความปั่นป่วนให้กับเกมรับของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้ตลอดเวลา ที่สำคัญในเกมนี้เขายังสร้างสถิติเป็นนักฟุตบอลคนแรกในพรีเมียร์ลีกที่ลงเล่นเปิดตัวพร้อมด้วยสร้างช่องทางให้กับเพื่อนฝูงร่วมกลุ่มได้อย่างน้อย 5 ครั้งหลังจากที่ อเล็กสิส ซานเชซ เคยทำเอาไว้กับ อาร์เซน่อล เมื่อดือนสิงหาคม ปี 2014

เหมือนกับ อัลลัน ปฏิบัติหน้าที่โฮลดิ้งกองกลางได้เป็นอย่างดี สามารถคุมจังหวะเกมในดินแดนกลางได้เหนือกว่า สเปอร์ส ระหว่างที่ อับดูลาย ดูกูเร่ แสดงให้เห็นถึงพละกำลังและความจริงจังโดยนักฟุตบอลพยายามวิ่งตามบี้ตลอดเวลา แถมไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้มองเห็นเลย

สวนกับนักเตะคนใหม่ของ “ไก่เดือยทอง” โดยเริ่มตั้งแต่ แมตต์ โดเฮอร์ตี้ ตัวบุกปีกขวา ที่ในตอนตอนต้นเกมเล่นได้ดิบได้ดี และก็มีโอกาสเข้าไปสร้างความปั่นป่วนในกรอบจุดโทษทีมเยือนโดยเฉพาะช่วงท้ายครึ่งแรกที่ได้ยิงในกรอบจุดโทษ

แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยังเซฟได้ แม้กระนั้นนักฟุตบอลมีปัญหาสำหรับในการจัดการกับความเร็วของ ริชาร์ลิชอน ในช่วงเวลาที่ ปิแอร์ เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก ทำผลงานได้น่าผิดหวัง เสียบอลง่าย และที่สำคัญไม่สามารถสู้กับแดนกลางของ เอฟเวอร์ตัน ได้เลย

ฟอร์มสุดขีด

  • พิคฟอร์ดพิสูจน์ให้เห็นยังเหนียวหนึบ

ไม่มีอะไรต้องสงสัยว่า เอฟเวอร์ตัน สมควรเก็บชัยในแมตช์นี้ แม้กระนั้นแม้จะเลือกนักฟุตบอลที่ควรจะได้รับคำชื่นชมมากมายๆของ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” จะต้องบอกเลยว่า จอร์แดน พิคฟอร์ด คู่ควรกับคำยกย่องเชิดชูอย่างยิ่ง จากผลงานที่ช่วยเซฟจังหวะสำคัญๆให้กับกลุ่มบ่อยมาก

เมื่อตอนครึ่งซีซั่นข้างหลังของฤดู 2019/2020 พิคฟอร์ด โดนวิจารณ์อย่างมากจากฟอร์มการเล่น แม้กระนั้นเกมกับ สเปอร์ส เขาชี้ให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมอีกที โดยเฉพาะในจังหวะที่เซฟลูกยิงของ เดเล่ อัลลี่ กับ แมตต์ โดเฮอร์ตี้ ในตอนครึ่งแรก ซึ่งช่วยทำให้กลุ่มไม่เสียเปรียบเจ้าของบ้าน

นอกนั้น พิคฟอร์ด ยังเล่นได้อย่างคงเส้นคงวา และก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นเวลาที่ออกมาตัดบอลจากการเปิดบอลจากขอบเส้นเข้ามาในกรอบจุดโทษ โดยนายทวารกลุ่มชาติอังกฤษ รอออกคำสั่งรอบๆพื้นที่จุดโทษได้ดีมากมายๆที่สำคัญเจ้าตัวไม่มีอาการตื่นเต้น หรือลังเลเมื่อไรก็ตามที่นักฟุตบอลสเปอร์สเข้ามากดดันโดยเฉพาะการเล่นลูกตั้งเตะ

ผลงานในเกมนี้อาจจะทำให้หลายๆคนที่ตั้งปัญหาในตัว พิคฟอร์ด น่าจะหงายเงิบ โดยจบเกม สมัยก่อนนายทวาร “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ มีสถิติเซฟถึง 5 ครั้ง ฉะนั้นฟอร์มการเล่นของเขาปัจจุบันนี้คงจะทำให้ นิค โป๊ป กับ ดีน เฮนเดอร์สัน ยากที่จะแย่งเก้าอี้มือ 1 “สิงโตคำราม” กลุ่มชาติอังกฤษ ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

ฟอร์มสุดขีด

  • แดนกลาง สเปอร์ส เล่นสะเปะสะปะไร้การประสานงาน

สเปอร์ส เลือกส่ง แฮร์รี่ วิงค์ ยืนคู่กับ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก ยืนคู่กันในดินแดนกึ่งกลางเพื่อหวังให้ทั้งคู่คนรอคุมจังหวะเกมให้กับกลุ่ม ในขณะที่ เดเล่ อัลลี่ ยืนอยู่หน้าพวกเขาโดยแสดงบทบาทกองกลางตัวรุก ซึ่งมันไม่เวิร์กเอาซะเลย และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กลุ่มแพ้ในเปิดสนาม ดูบอลสด

ในเวลาพักครึ่ง โชเซ่ มูรินโญ่ ตกลงใจถอด อัลลี่ ออก แล้วก็ส่ง มุสซ่า สิสโซเก๋ ลงไปแทน โดย “เฮียมู” คาดหวังจะให้พลังของ สิสโซโก้ ช่วยไล่บดขยี้ดินแดนกึ่งกลาง แต่ผลสรุปเหมือนเดิมเป็นไม่เวิร์ก ที่สำคัญ วิงค์ กับ ฮอยเบิร์ก ยังโดนบังรัศมีจากผลงานของ 2 หน้าแข้งใหม่ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งก็คือ อัลลัน กับ ดูกูเร่ ซึ่งเล่นได้อย่างเหนือชั้น

ถึงแม้ว่า มูรินโญ่ จะเลือกแดนกึ่งกลางที่เขาคิดว่าแกร่งที่สุดของกลุ่ม แต่ว่า สเปอร์ส ไม่สามารถปั้นเกมได้เลย มีผลทำให้อีกทั้ง แฮร์รี่ เคน รวมทั้ง ซน ฮึง-มิน ไม่มีช่องทางได้สร้างจังหวะอันตรายใส่กลุ่มเยี่ยมมากสักเท่าไรนัก แม้ “เฮียมู” จะส่ง สิสโซโก้ กับ สตีเว่น เบิร์กไวจ์น ลงสนามในช่วงหลัง แต่ว่าพวกเขาก็ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

อีกทั้ง ฮอยเบิร์ก รวมทั้ง ซิสโซโก้ ไม่อาจจะผ่านบอลงามๆได้เลย และไม่สามารถสู้กับดินแดนกึ่งกลางของเอฟเวอร์ตัน ได้ด้วย หากแม้ท้ายที่สุดแล้วการเลือกส่ง ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ ลงมาเล่นในตอน 14 นาทีท้ายที่สุดเพื่อหวังให้นักเตะช่วยดันเกมบุกมากยิ่งขึ้น แม้กระนั้นในที่สุดก็ไม่สามารถเจาะแนวรับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” ได้อยู่ดี