ลูกพระอาทิตย์

ลูกพระอาทิตย์ เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่ง

ลูกพระอาทิตย์ ยูโด (ญี่ปุ่น: 柔道 โรมาจิ: jūdō จูโด) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น

ลูกพระอาทิตย์ โดยคะโน จิโงะโร ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัง ยูโด เดิมเรียกว่า ยูยิสสู ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่า ประวัติ ยูยิสสู ในประเทศญี่ปุ่นสมัยโบราณ ซึ่งเชื่อว่าตนเองเป็นลูกพระอาทิตย์ มีถิ่นที่อยู่บนเกาะใหญ่น้อยทั้งหลาย ราว ๆ 3,000-4,000 เกาะประชากร

ส่วนใหญ่ มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน และไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจ ผู้ที่ได้รับชัยชนะ ก็พยายามซ่องสุมเสริมสร้าง กำลังพลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผู้ที่พ่ายแพ้ ก็พยายามที่จะรวบรวม สมัครพรรคพวกที่พ่ายแพ้ขึ้นใหม่ เพื่อรอจังหวะช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา ในสมัยนั้น

ประเทศญี่ปุ่น มีแต่การทำสงคราม นักรบของแต่ละเมือง จะได้รับการฝึกฝน ศิลปะการต่อสู้ ที่ใช้ในสงครามหลายชนิด เช่น การฟันดาบ การยิงธนู การใช้หอก ทวน หลาว การขี่ม้า และยูยิสสู ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ใช้มือเปล่า ในระยะประชิดตัว ไม่สามารถที่จะใช้อาวุธได้ถนัด การต่อสู้แบบยูยิสสูมิ

ได้มุ่งที่จะทำให้คู่ต่อสู้ มีอันตรายถึงชีวิต แต่มีจุดประสงค์ เพื่อให้คู่ต่อสู้ ได้รับบาดเจ็บและยอมแพ้ ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็อาจทำให้พิการทุพพลภาพ โดยใช้วิธีจับมือ หักข้อต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

นักรบบนหลังม้า

ลูกพระอาทิตย์ นักรบญี่ปุ่นในสมัยนั้น จะต้องฝึกการต่อสู้ วิชายูยิสสูทุกคน และต้องฝึกสมาธิควบคู่ไปด้วย

ทุกคนจะต้อง มีความตั้งใจในการฝึก มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายได้ การทำร้ายคู่ต่อสู้ ด้วยยูยิสสู ไม่คำนึงถึง ความเมตตาและศีลธรรม และใช้เทคนิค คอยหาโอกาส ซ้ำเติมคู่ต่อสู้ ตลอดเวลา จึงทำให้อาจารย์ ที่ตั้งสถานที่ ฝึกอบรมวิชานี้ พยายามคิดค้น ประดิษฐ์ท่าทางกลวิธี แตกต่างกันออกไป อย่างอิสระ

สถานที่เปิดฝึกสอน หรือที่เรียกว่า โรงเรียนสำหรับ สอนวิชายิวยิตสู สมัยนั้นมีประมาณ 20 แห่ง ส่วนการต่อสู้ อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การพัฒนาวิชา ยูโด คือ ซูโม่ ซึ่งเป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่ง ของญี่ปุ่น ที่เป็นที่นิยมแพร่หลาย ซูโม่เป็นการต่อสู้ ของคน 2 คน ใช้มือเปล่า และกำลังกาย

เข้าทำการต่อสู้ กันมาแต่สมัยโบราณกว่า 2,500 ปีมาแล้ว นักประวัติศาสตร์ ในวิชายิวยิตสู ได้สนใจซูโม่มาก จากหนังสือ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่รวบรวมขึ้น ภายใต้พระบรมราชโองการ ของพระจักรพรรดิ ชื่อ “นิฮงโชะกิ” ในปี พ.ศ. 1263 กล่าวถึงการแข่งขัน ในสมัยของจักรพรรด์ซุยนิน

ก่อนคริสต์ศักราช 230 ปี (พ.ศ. 313) ยืนยันว่าเป็นการเริ่มต้น ของวิชาซูโม่ ซึ่งแปลว่าการต่อสู้ โดยใช้กำลัง เข้าประลองกัน การต่อสู้ตาม หลักวิชาซูโม่ บางท่าจะตรง กับวิชายิวยิตสู ดูบอลสด

ดูบอลสด

การพัฒนาวิชายิวยิตสูเป็นวิชายูโด

ในตอนปลายยุคเซ็งโงะกุ วิชายิวยิตสูได้มีการรวบรวมไว้เป็นแบบแผน ต่อมาเมื่อ ตระกูลโทะกุงะวะ ได้ทำการปราบเจ้าแคว้นต่าง ๆ ให้สงบลงอย่างราบคาบ และตั้งตนเป็น โชกุน ปกครองประเทศญี่ปุ่น ได้มีการปรับปรุงวิชา การรบของพวกซะมุไร นอกจากวิชาการรบแล้ว ซะมุไรต้องเรียนหนังสือ

เพื่อศึกษาวิชาการปกครอง การอบรมจิตใจให้มีศีลธรรม ยิวยิตสูเป็นวิชาป้องกันตัว ชนิดหนึ่งในสมัยนั้น จึงต้องมีการปรับปรุง วิธีการต่อสู้ จากการไร้ศีลธรรม มาเป็นการป้องกัน การต่อสู้ด้วยกำลังกาย และกำลังใจ อันประกอบด้วยคุณธรรม มีจรรยามารยาท ที่สุภาพเรียบร้อยขึ้น เพื่อให้เหมาะสม

กับคำว่า ยิวยิตสู ซึ่งหมายความถึง ศิลปะแห่งความสุภาพ เมื่อมีการปรับปรุง บทบัญญัติทางศีลธรรม ของนักรบให้รัดกุมนี้เอง ทำให้ช่วง 50 ปีของสมัยกาไน บันจิ และคันม่ง (Kanei Banji and Kanmon พ.ศ. 2167-2216) ได้มีผู้เชี่ยวชาญ วิชายิวยิตสูขึ้นมามากมาย โดยมีวิชาที่เป็นแนวเดียว นักรบบนหลังม้า

กับยิวยิตสูแต่ใช้ชื่อ ต่างกันจำนวนมาก เช่น ไทจุสึ , วะจุสึ, โคะงุโซะกุ หรือ เค็มโปะ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมด เป็นการต่อสู้ ที่ทำให้คู่ต่อสู้พ่ายแพ้ โดยใช้มือเปล่า ทำให้วิชายิวยิตสู เป็นที่นิยมมาตลอด สมัยโทะกุงะวะ