ยุคศักดินา

ยุคศักดินา ในเวลาเดียวกันซามูไรที่ครองดาบของ “มาซามูเนะ” กลับสงบนิ่งสุขุม

ยุคศักดินา คาตานะ (ญี่ปุ่น: 刀 โรมาจิ: かたな ทับศัพท์: katana) เป็นดาบญี่ปุ่น มีลักษณะคมด้านเดียว เพื่อฟันหรือตัด ไม่หัก ไม่งอ และคม

ยุคศักดินา มีวิธีการผลิตเฉพาะในญี่ปุ่นคือ เอาโลหะมาเผาแล้วก็ตีแผ่รวมทั้งตีพับซ้อนเหล็กครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้ดาบที่มีความแข็งแรง คม คาตานะถือโดยชนชั้นซามูไรในญี่ปุ่นยุคศักดินา จึงได้ชื่อว่า “ดาบซามูไร” คันจิของคำว่าคาตานะใช้รูปอักษรเดียวกับคำว่า “เตา” ในภาษาจีน (刀)

ซึ่งมีความหมายว่า “ดาบ” เช่นกัน ความสำคัญ ในยุคเอโดะ ดาบเป็นเครื่องหมายของลัทธิบูชิโด (วิถีนักรบ) ซึ่งเป็นจริยธรรมของนักรบที่จำเป็นต้องยึดมั่นปฏิบัติ รวมทั้งเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะทหารแค่นั้นที่อนุญาตให้พกดาบได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีโดยประมาณสิบเปอร์เซนต์ของพลเมืองทั้งผอง

รวมทั้งเหล่าทหารนั้นก็เลยนับว่าดาบเป็นสิงศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่แสดงเกียรติยศ ชื่อเสียงและก็ความภาคภูมิใจของตระกูล และก็ดาบเหล่านั้นจะสืบทอดเป็นมรดกต่อๆกันไปหลายชั่วลูกชั่วหลาน และก็ใช้ดาบนี้สำหรับการคว้านท้องหรือเซ็ปปูกุ ซึ่งถือกันว่าเป็นการตายอย่างมีเกียรติของนักรบเหล่านี้

ดาบซามูไรนี้ได้ถูกใช้เป็นอาวุธจนกระทั่งมีการนำปืนเข้ามาใช้ รวมทั้งแปลงเป็นอาวุธหลักแทน ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

การรวมศิลปะการต่อสู้

ยุคศักดินา ประวัติความเป็นมา

– ยุคนาระ เดิมนักรบชาวญี่ปุ่นใช้ดาบจากจีนและก็เกาหลีในการสู้รบ ในยุคนาระ (Nara Period) โดยประมาณปี พุทธศักราช 1193-1336 หรือโดยประมาณ 1,300 ปีเศษที่แล้ว ปัญหาที่พบเป็นเวลาสู้รบดาบมักหักออกเป็นสองท่อน จักรพรรดิจึงสั่งให้ช่างตีดาบปรับปรุงดาบให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ช่างตีดาบยุคแรกมีชื่อว่า “อามากูนิ” เขาพัฒนาการตีดาบไม่ให้หักง่ายด้วยการใช้เหล็กที่ดี และก็มีการศึกษาวิธี ทำให้เหล็กแข็งแกร่งกว่าเดิม เหล็กที่ดีของญี่ปุ่นได้จากการถลุง มีชื่อว่า “ทามาฮางาเนะ” (Tamahagane) อามากูนิพบว่า การที่จะให้ได้ดาบคุณภาพดี ต้องควบคุมของสามสิ่ง

คือ การควบคุมความเย็น การควบคุมปริมาณคาร์บอน และก็การนำสิ่งปะปนที่อยู่ในเหล็กออก ปริมาณคาร์บอน คือหัวใจสำคัญในการตีดาบ หากใส่คาร์บอน ในเหล็กมากมาย ไปเหล็กจะเปราะ ใส่น้อยไปเหล็กจะอ่อน จึงจำเป็นต้องใส่ไว้ ภายในจำนวนที่เหมาะสม เหล็กถูกนำมาหัก แบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ

วางซ้อนกันก่อนหลอม และก็นำไปตีให้กลมกลืน หลังจากนั้น ก็เลยพับเหล็กเป็นสองชั้น ขณะยังร้อน ๆ แล้วตีซ้ำอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เหล็กจะซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นหมื่นๆชั้น ทำให้คาร์บอนกระจาย ไปจนกระทั่งทั่วเนื้อเหล็ก แล้วหลังจากนั้น ก็ให้นำไปตีแผ่ ออกให้เป็นใบดาบ

จะได้ใบดาบที่ดี เนื้อเหล็กแกร่ง รวมทั้งคมไม่หักอีกต่อไป

– ยุคคามากูระ ในยุคคามากูระ (Kamakura Period) ราวปี พุทธศักราช 1735-1879 จักรพรรดิสั่งให้ช่างตีดาบศึกษาวิธีการตีเหล็กจากยุคโบราณ ยุคนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของดาบซามูไร มีการพัฒนาดาบให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยมีการเพิ่มวิธีการผสมเหล็ก สองชนิดเข้าด้วยกัน เหล็กที่มีความแข็ง

จะมีปริมาณคาร์บอนสูง ใช้ทำเป็นตัวดาบ และก็เหล็กอ่อน ที่มีจำนวนคาร์บอนต่ำ ใช้ทำเป็นไส้ดาบ เพื่อยืดหยุ่น จากเหล็กสองประเภท ที่ถูกเอามาพับแล้ว ก็ตีมากยิ่งกว่าสิบชั้น นำมาซึ่งชั้นเล็ก ๆ เป็นสองเท่าเป็นหมื่นชั้น ช่างตีดาบจะพับเหล็กแข็ง ให้เป็นรูปตัวยู แล้วก็นำเหล็กอ่อน มาวางไว้กึ่งกลาง ดูบอลสด

เพื่อเป็นไส้ใน แล้วก็ค่อยนำไปหลอมและก็ตีรวมกันให้แบออกเป็นใบดาบ หลังจากนั้นนำไปหลอมในอุณหภูมิที่สมควรซึ่งมากยิ่งกว่า 700 องศาเซลเซียส แล้วจากนั้นจึงค่อยนำมาแช่น้ำเย็น การแช่น้ำต้องระวังมากมาย ถ้าแช่ไม่ดี ดาบจะโค้งเสียทรง เหล็กที่มีความแข็งแรงแตกต่างเมื่อทำให้เย็นในทันที

จะหดตัวแตกต่างกัน นับว่าเป็นกลเม็ดที่ทำให้ใบดาบโค้งได้รูปตามธรรมชาติ ดาบสามารถฟันคอขาดได้ในคราวเดียว รอยแผลที่ได้รับจากดาบจะปวดมากมาย ซามูไรยังจำต้องศึกษาการใช้ดาบอย่างเก่งว่องและก็ปราดเปรียว ให้เปรียบได้กับเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จากความรู้ความเข้าใจนี้เอง

ทำให้ซามูไรเพียงผู้เดียวสามารถฆ่าศัตรูที่รายล้อมตนกว่าสิบคนได้ข้างในชั่วพริบตาด้วยดาบเพียงแต่เล่มเดียว แม้กระนั้นจารีตประเพณีการต่อสู้ของชนชั้นซามูไรเป็นการต่อสู้ “ตัวต่อตัวอย่างมีมรรยาทด้วยดาบ” ผู้แพ้ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นคนที่ไม่มีเกียรติยศ ซามูไรก็เลย ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ การฆ่าตัวตาย

อย่างสมเกียรติด้วยแนวทางการทำ “เซ็ปปูกุ” เป็นเกียรติศักดิ์ของซามูไร

ดูบอลสด

ถัดมาในพ.ย. ปี พุทธศักราช 1817 ชาวมองโกลของกุบไลข่านบุกประเทศญี่ปุ่นที่อ่าวฮากาตะ ด้วยทัพเรือ 800 ลำ

รวมทั้งกำลังพลสามหมื่นนาย เหล่าซามูไรต้องการจะสู้กันตัวต่อตัวอย่างมีมรรยาทเช่นสุภาพบุรุษกับนักสู้ระดับหัวหน้า แต่ว่าไม่ได้เรื่อง พวกซามูไรจำต้องปะทะสู้ที่ริมหาดกับฝูงธนูอาบยาพิษและก็ระเบิด เป็นการสู้รบที่ไม่มีระเบียบรวมทั้งกลายเป็นรอง ไต้ฝุ่นช่วยทำลายกองเรือของชาวมองโกลจนกระทั่งหมดไป

การรบคราวแรกเสมือนการหยั่งเชิงของชาวมองโกลเพื่อมองกำลังของศัตรู อีกเจ็ดปีถัดมาพวกมองโกลกลับมาอีกรอบด้วยกองเรือ 4,000 ลำ พร้อมกองทหารอีกสองแสน พวกซามูไรรบกับลูกธนูอย่างกล้าหาญ พวกเขาตัดเรื่องมรรยาททิ้งไป ตกช่วงกลางคืนเหล่าซามูไรพายเรือลอบเข้าจู่โจม การรวมศิลปะการต่อสู้

พวกมองโกล ประชิดตัวด้วยการใช้ดาบที่เชี่ยวชาญ ดาบทหารมองโกลหมดทางสู้ดาบซามูไรได้เลย ระหว่างการทำศึกไต้ฝุ่นก็ทำลายกองเรือของมองโกลอีกที กองเรือสองในสามจมไปกับสมุทรลมพายุ ทหารมองโกลจมน้ำตายนับหมื่น พวกที่ว่ายน้ำเข้าฝั่งก็ตายด้วยคมดาบอย่างจนตรอก คนประเทศญี่ปุ่น

มั่นใจว่าเมืองนี้ ถูกคุ้มครองปกป้องจากพระผู้เป็นเจ้า รวมทั้งตั้งชื่อลมพายุนี้ว่า “ค้างไม่กาเซะ” (Kami-Kaze) หมายความว่าลมศักดิ์สิทธิ์ หรือลมผู้หยั่งทราบ ต่อจากนั้นพวกมองโกลก็มิได้กลับมาตีประเทศญี่ปุ่นอีกเลย ภายหลังการทำศึกหมด ประเทศชาติอยู่ในความเงียบสงบ พบว่าภายหลังจากการรบ

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ดาบชอบบิ่น จักรพัตราธิราชก็เลยสั่งให้ช่างตีดาบหาวิธีปรับแก้ ช่างตีดาบที่สร้างสมดุลของความแข็งแรงรวมทั้งความอ่อนของเหล็กแล้วก็ปรับปรุงส่วนประกอบของดาบออกเป็นเหล็กสามชิ้นเป็น”มาซามูเนะ” ราวปี พุทธศักราช 1840 ดาบของมาซามูเนะนับว่าเป็นดาบที่ปรับปรุงถึงกับ

ขนาดสูงสุด ในประเทศญี่ปุ่น ไม่มีช่างตีดาบคนใดกันจะเทียบเคียงได้ เขาสร้างความสมดุลของความแข็งแรงของคมดาบ กลเม็ดกระบวนการทำดาบเป็นการผสมเหล็กสามประเภทเข้าด้วยกัน เหล็กที่มีจำนวนคาร์บอนสูงจะใช้เป็นใบดาบข้างๆที่เรียกว่า “กาวางาเนะ” (Gawa-gane) รวมทั้งด้านคมดาบ

(ฮางาเนะ “Ha-gane”) ใช้เหล็กที่แข็ง มากมาย โดยผ่านการพับแล้วก็ตีถึง 15 ครั้ง ที่สามารถสร้างชั้นของเหล็กที่ทับกันถึง 32,768 ชั้น ทำให้เหล็กกล้าละมุนรวมทั้งแข็งมากยิ่งกว่าส่วนอื่นๆส่วนเหล็กที่มีจำนวนคาร์บอนต่ำจะใช้เป็นส่วนไส้ใน (Core Steel) ทำให้มีความยืดหยุ่นเรียกว่า “ชิงาเนะ” (Shi-gane)

แล้วก็ค่อยนำไปหลอมที่อุณหภูมิราว 800 องศา เซลเซียสให้กลมกลืน แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาเผยออกเป็นใบดาบ ช่างตีดาบคนอื่นเริ่มเอาอย่างในเวลาต่อ ๆ มา