ฟอร์มยังบู่

ฟอร์มยังบู่ ไม่เลิกปัจจุบันเปิดแอนฟิลด์แพ้คาบ้านแบบเจ็บปวด

ฟอร์มยังบู่ ช็อกแพ้คาบ้านรอบ 3 ปีกว่า

ฟอร์มยังบู่ “ลิเวอร์พูล” แพ้เกมลีกมา 4 ครั้งติดกันแล้ว โดยเป็นการเสมอ 3 แพ้ 1 กระทั่งอันดับรูดจากตำแหน่งผู้นำฝูงตกมาที่ 4 นัดหมายนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตกลงใจส่งชื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และก็ โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ เป็นเพียงแต่ผู้เล่นตัวสำรองเพียงแค่นั้น โดยให้โอกาสให้ ดิว็อค โอริกี้ กับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงแดนหน้าประกบข้างซ้ายขวา ซาดิโอ มาเน่

ด้าน โฌแอล มาติป ที่มีข่าวสารฟิตลงฝึกซ้อมเมื่อสองวันก่อนก็ได้พอดีจริง ในรายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่คาดจะกลับมารับบทบาทเป็นกองกลางอย่างเดิมกลับไม่มีชื่อแม้แต่ตัวสำรอง โดย เชอร์ดาน ชากิรี่ ได้ช่องลงเล่นแทน ฝั่ง เบิร์นลี่ย์ ผลงานในลีกแพ้มา 2 นัดหมายติดแต่แบบเฉียดทั้งปวงนัดหมายนี้เน้นหนักอย่างเคยหวังบุกมาคว้าสามแต้มเพื่อทำชั้นหนีโซนด้านหลังตาราง

ฟอร์มยังบู่

เริ่มเกมได้เพียงแค่ 3 นาที หงส์แดง สร้างช่องทางแรกจากการเปิดข้างๆทางฝั่งขวาของ ชากิปรี่ ไปเข้าหัว ฟาบินโญ่ ได้ขึ้นโขกแม้กระนั้นโดนเหลี่ยมไม่ดีบอลเลยออกข้างหลังไปมิได้ลุ้นอะไร

เขยื้อนมาถึง ตอบโต้กลับขึ้นมาบ้าง คริส วู้ด จ่ายบอลตัดแผงแนวรับเจ้าของบ้านไปให้ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ทางฝั่งซ้ายของกรอบจุดโทษ สิ่งจำเป็นต้อง

แล้วได้ส่องด้วยเท้าขวาแม้กระนั้นน้ำหนัก ฟอร์มยังบู่ รวมทั้ง แนวทางไม่ดีทำให้บอลไหลเข้ามือ เบ็คเกอร์ นายด่านเลือดแซมบ้ารับไว้ไม่มีปัญหา

หวุดหวิดขุดสกอร์แรกเมื่อ เบ็คเกอร์ ออกมาตัดบอลในจังหวะที่ คริส วู้ด พยายามขึ้นโหม่งแต่ว่าไม่ขาดก่อน วู้ด จะตามไปเก็บบอลแล้วส่งไวให้ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ที่ยืนอยู่แถวเส้น 18 หลาได้ซัดแบบโล่งๆแต่ว่า ยังแก้ตัวได้เสร็จตามมาล้มตัวคุ้มครองปกป้องไว้ได้อย่างเฉียดฉิว

เกมดำเนินมาได้ 18 นาที ครอบครองบอลได้มากกว่าด้วยอัตรา 65 ต่อ 35 % เชอร์ดาน ชากิรี่ ฟอร์มยังบู่ ตั้งป้อมซัดไกลด้วยเท้าซ้ายโดยประมาณ 25 หลาบอลพุ่งแรงแต่แนวทางยังไม่ดีทำให้หลุดออกข้างเสาไปพอใช้ได้เสียว

สองนาทีต่อมาหงแดงยังบากบั่นเจาะประตูโดยตลอด จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ไหลบอลให้ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ได้หวดเน้นย้ำๆนอกกรอบ แต่น้ำหนักค่อยเหลือเกินบอลไหลไปเข้ามือ รับไว้ไม่มีปัญหา

ตอน 27 หงแดง ได้ลูกฟรีคิกข้างๆทางฝั่งซ้าย แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดยัดเข้าไปในจุดโทษ เบิร์นลี่ย์ กลับมีเสียงสัญญาณนกหวีดดังขึ้นเหตุ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ไปทำฟาวน์ใส่หน้าแข้งกลุ่มเยือนในจังหวะแทรกคัดค้านเพื่อจะโหม่งบอล

นาทีที่ 29 ดิว็อค โอริกี้ รับบอลจาก โรเบิร์ตสัน ก่อนที่จะลากเลาะขอบเส้นกรอบจุดโทษหาพื้นที่ว่างแล้วกดเลียดด้วยเท้าขวา บอลพุ่งตรงกรอบแต่ว่ายังไม่ผ่านมือ ที่ล้มตัวคว้าไว้ได้อีกที

 

กองทัพ ยังคงหาจังหวะขุดสกอร์แรกได้ โดยตลอด

ช่วง 32 ซาดิโอ มาเน่ ส่งบอลไปทางฝั่งซ้ายให้ โอริกี้ ได้ลากตัดเข้าเท้าขวาหน้ากรอบจุดโทษแล้วกดด้วยเท้าขวาอีกทีแต่ก็ยังคงมี ที่ยังสมาธิไม่หลุดล้มตัวรับไว้ได้อีกครั้ง ตอน 36 เบิร์นลี่ย์ ได้ลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้าย ดไวท์ แม็คนีล โยนโด่งยัดเข้าไปในจุดโทษเป็น โอริกี้ ที่ขึ้นโหม่งจัดการในจังหวะแรก

แต่ว่าบอลดันเด้งไปเข้าทาง ร็อบ เบรดี้ ได้กดจังๆแต่ว่าราวกับจะโดนไม่ดีทำให้ค่อยเหลือเกิน เบ็คเกอร์ ก็เลยไม่ต้องออกแรงเหน็ดเหนื่อยรับเข้ามือสบาย ช่วง 38 ติอาโก้ อัลคันทาร่า ส่งบอลให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้เพิ่มขึ้นไปหวดไกลแต่ว่ายังคุมแนวทางไม่ดีบอลโผบินออกผ่านคานไปไกล

2 นาทีถัดมาเจ้าบ้านได้ลุ้นอีกที มาเน่ ส่งบอลไปให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทางฝั่งซ้ายแล้วกดเต็มข้อหวังยัดมุมแคบแม้กระนั้นถูกปฏิเสธโดย นายด่านกลุ่มเยือนที่ยืนตำแหน่งดีปักหลักตีบอลสะสางพ้นเขตอันตรายออกไปได้ ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

จังหวะถัดมายังคงเป็นแชมป์เก่าที่บุกขึ้นมาอีกที เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้โอกาสกดด้วยเท้าซ้ายในกรอบจุดโทษทางฝั่งขวาแต่ว่ายังไปติดบล็อก ชาร์ลี เทย์เลอ หน้าแข้งทีมเยี่ยมที่ตามมาล้มตัวบล็อกไว้ได้บอลไถลหลุดออกข้างหลังไป

นาทีที่ 43 พลาดโอกาสทองที่จะทำคะแนนขึ้นนำไปอย่างโชคร้ายจากจังหวะเปิดบอลยาวของ ฟาบินโญ่ บอลราวกับจะไม่มีอะไรเลยไปถึง เบน มี แนวรับ ที่พยายามคืนผู้รักษาประตูแต่เตะโดนเหลี่ยมไม่ดีทำให้ ดิว็อค ที่วิ่งตามมากมายดดันโฉบตัดบอลไปได้

ก่อนที่จะหลุดคนเดียวไปดวล โดย ตกลงใจเลือกยิงมุมบนดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างบอลพุ่งไปชนคานรอบๆสามเหลี่ยมอย่างจังเด้งลงพื้นก่อนที่จะลุกขึ้นยืนมาคว้าเข้ามือไว้ได้อย่างเฉียดฉิว

จบครึ่งแรก เจ้าถิ่นที่เป็นไปได้มากกว่า ยังเปิดสกอร์แรกมิได้เสมอ อยู่ 0-0 มาลุ้นต่อครึ่งเวลาข้างหลัง ประมาณ 51 ลิเวอร์พูล แทบเปิดกล่องจดสกอร์แรก เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดขึ้นไปเปิดบอลในจุดโทษ ทางฝั่งขวาก่อนไปติด ดไวท์ แม็คนีล แล้วกระดอนมาเข้าทาง เทรนท์ อีกทีก่อนเจ้าตัวจะได้กดย้ำๆบอลพุ่งทำท่าจะทิ่มโคนเสา แต่ว่า ยังโชว์นิ่งล้มตัวคุ้มครองไว้ได้ยังไม่พลาด

ผ่านมาถึง 57 ตอบโต้กลับมาบ้าง ดไวท์ แม็คนีล โยกหลอกจิ้มอ้อม เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้หลุดขึ้นไปเปิดบอลสุดขอบเส้นแม้กระนั้นไม่ผ่าน โฌแอล มาติป ที่อ่านเกมดีตัดบอลเอาไว้ได้ จังหวะถัดมาหลังจากบอลตายหงส์แดงตัดสินใจสลับตัวผู้เล่นถึงสองคนโดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงมาแทน ดิว็อค แล้วก็ โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ ลงมาแทน อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน

ฟอร์มยังบู่

และก็เกมของกองทัพลิเวอร์พูลก็ดูดีขึ้นทันตาเห็น 60 เกือบจะได้ประตูอีกรอบ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กระชากพาบอลมาจากดินแดนตนเอง

ก่อนที่จะส่งให้ ซาลาห์ ได้เลือกมุมยิงจ่อๆในจุดโทษ แม้กระนั้นดันไปติดเซฟ นิค โป๊ป ที่เกมนี้โชว์โคตรเซฟพุ่งดักถูกทางคว้าบอลเอาไว้ได้ทำเอา ซาลาห์ ถึงกับนำมือไปจับที่หัวด้วยความเสียดาย

ลิเวอรพูล ยังเดินหน้าโหมบุกโดยตลอด 64 ซาลาห์ เปิดบอลสุดเส้นฝั่งขวาย้อนกลับมาให้ มาเน่ ที่วิ่งเข้ามาชาร์ทเน้นๆรอบๆแถวจุดลูกโทษแม้กระนั้นดูเหมือนจะเตะใต้บอลทำให้โผบินผ่านคานออกไปอย่างโชคร้าย

ตอน 67 ทำเสียวไส้ แมทธิว ลอว์ตัน เปิดโด่งไปให้ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ได้ซัดจ่อๆแต่ว่า อลีสซง พุ่งปัดไว้ได้ กลับมีสัญญาณล้ำหน้าจากผู้ช่วยผู้ตัดสินตามมาต่อไป 71 เกือบจะใช้ช่องทางอันน้อยนิดโจมตีได้โดย ดไวท์ แม็คนีล ใข้ความเร็วพลิกตัวหลุดขึ้นไปเปิดบอลสุดขอบเส้นฝั่งซ้ายยัดเข้าไปถึง โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สสัน ที่โฉบมากดเน้นๆบอลหลุดออกเข้าข้างตาข่ายไปอย่างโชคร้าย

นาทีต่อมา นิค โป๊ป นายด่าน เปิดบอลด้วยการโยนไม่ดีทำให้ถูก โรเบิร์ตสัน ที่จ้องมองอยู่ตัดเอาไว้ได้ก่อนที่จะทำชิ่งกับ ฟิร์มิโน่ ที่ได้กดย้ำๆแต่ทิศทางก็ยังไม่ดีหลุดออกข้างหลังไปอีกที 78 ได้ลูกฟรีคิดตรงมุมกรอบจุดโทษฝั่งขวา เทรนท์ เปิดโด่งไปทางเสาไกลโดยมี มาเน่ กระโจนจัดเตรียมโหม่งแต่ถูก นิค โป๊บ ลอยตัวต่อยบอลออกไปพ้นเขตอันตราย

หงส์แดง ที่ครอบครองเกมได้เกือบทั้งหมดและก็โหมบุกเพลิดเพลินๆกลับมาเสียประตูนาทีที่ 83 จากลูกจุดลูกโทษโดย แอชลี่ย์ บาร์นส์ ที่พลิกตัวหนี ฟาบินโญ่ หลุดเข้าไปสัมผัสบอลหนี อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่จะตามมาคว้าบอล ดูบอลสด

แม้กระนั้นช้ากว่ากลายเป็นไปปัดโดนปลายเท้า บาร์นส์ ล้มลง ไมค์ ดีน ผู้ตัดสินเกมนี้ไม่ลังเลเป่าเป็นจุดโทษโดยทันที แล้วก็เป็น แอชลี่ย์ บาร์นส์ ลุกขึ้นมาสังหารไม่เหลือโดย อลีสซง ทายใจถูกทางแม้กระนั้นด้วยความแรงของลูกฟุตบอลทำให้ไปไม่ถึง ออกนำ 1-0

ภายหลังเสียประตู คล็อปป์ ส่งไผ่ใบในที่สุดลงมาหวังเรียกสกอร์โดยเปลี่ยนแปลง เชอร์ดาน ชากิรี่ ออกรวมทั้งส่ง ทาคูมิ มินามิโนะ ลงมาแทน นาทีที่ 90 เกือบจะทำแต้มตีเสมอได้จากจังหวะยิงแปลงทางบอลจ่อๆของ ฟิร์ไม่โน่

แม้กระนั้นยังมี ดไวท์ แม็คนีล ที่ยืนอยู่ถูกที่ถูกเวลาบอลไปติดตัว แม็คนีล ออกหลังไปอย่างหวุดหวิด ตอนทดแทนเวลาการแข่งขัน 5 นาที พากเพียรจู่โจมหวังทวงประตูคืนแต่ว่าไม่เป็นผลสำเร็จ ทำให้จบเกมเปิดบ้านแพ้ เบิร์นลี่ย์ ไป 1-0

หงส์แดง ถูกหยุดสถิติไม่มีแพ้ในลีกไว้ที่ 68 นัดหมาย นับจาก เมษายน 2017 ทั้งไม่ชนะในลีกมา 5 เกมติด รั้งชั้น 4 มี 34 แต้มตามหัวหน้าฝูง “ผีแดง” ที่แข่ง 19 นัดหมายเท่ากันถึง 6 คะแนนแล้ว ช่วงเวลาที่ ปลดล็อคการทำประตูกลุ่มเยี่ยมเม็ดแรกได้เสร็จนับตั้งแต่ 3 ตุลาคมปีที่ผ่านมา