ดัดแปลงเป็นกีฬา

ดัดแปลงเป็นกีฬา เรียนรู้จากมิยากิ ก่อนจะไปศึกษาต่อที่จีน

ดัดแปลงเป็นกีฬา คาราเต้ (ญี่ปุ่น: 空手 โรมาจิ: karate ทับศัพท์: คะระเตะ) หรือ คาราเต้โด (ญี่ปุ่น: 空手道 โรมาจิ: karatedō ทับศัพท์: คะระเตะโด, วิถีมือเปล่า)

ดัดแปลงเป็นกีฬา เป็นศิลปะการต่อสู้ถือกำเนิดที่โอะกินะวะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการประสมประสานระหว่างการต่อสู้ของชาวโอะกินะวะและก็ชาวจีน คาราเต้ได้เผยแพร่ไปสู่ประเทศญี่ปุ่นในปี พุทธศักราช 2464 (คริสต์ศักราช 1921) เมื่อชาวโอะกินะวะอพยพไปสู่ญี่ปุ่น คาราเต้มักถูกเข้าใจผิดว่า

เป็นการต่อสู้ด้วยการฟันอิฐ แต่ว่าอันที่จริงแล้ว เป็นการต่อสู้ด้วยการใช้อวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ได้แก่ กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก เป็นต้น แต่ว่าเมื่อถูกดัดแปลงแก้ไขเป็นกีฬาแล้วเหลือเพียงแค่มือและเท้า ประวัติความเป็นมา สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 โอะกินะวะได้มีการติดต่อการค้า

กับทางจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีมานานมากตั้งแต่สมัยอดีตกาล ขณะนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม วิชาการวิชาความรู้แขนงต่างๆรวมทั้งศิลปะการป้องกันตัว โอะกินะวะได้มีศิลปะการต่อสู้ประจำอยู่แล้ว และก็ได้ประสมประสานกับความชำนาญที่ได้รับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ นั่นก็คือมวยใต้ จนกระทั่ง

สามารถกล่าวได้ว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นกำเนิดของคาราเต้ โดยโอะกินะวะจะเรียกศิลป์ป้องกันภัยของตัวเองว่า โทเต้ (唐手Tode) ในภาษาโอะกินะวะ หรือในภาษาประเทศญี่ปุ่นจะเรียก โอะกินะวะเต้ (沖縄手 Okinawa Te) โดย โอะกินะวะเต้ จะมีวิชาซึ่งสามารถแยกเป็นข้อดีของแต่ละสำนัก

สำคัญๆอย่างเช่น 3 สำนักหลัก ซึ่งชื่อสำนักได้ตั้งตามชื่อเมืองใหญ่ที่วิชานั้นๆอาศัยอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ชูริเต้(Shuri Te) นาฮาเต้(Naha Te) รวมทั้งโทมาริเต้(Tomari Te) ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

ยุคศักดินา

ดัดแปลงเป็นกีฬา ชูริเต้ มวยที่เมืองชูริ (Shuri-Te 首里手)

โซคอน มัทสุมูระ (Sokon Mutsumura) ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่ยกริเต้ได้เดินทางไปจีนเพื่อทำการวิจัยเพิ่มอีกวิชาความรู้ของตัวเองแล้วก็นำกลับมาปรับปรุงยกริเต้ วิชาความรู้ใหม่ที่โซคอนนำมาก็คือ ความถนัดของมวยสิงอี้ฉวน ต่อมา โชกิ โมโตบุ Shoki Motobu ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่ยกริเต้

ได้เปลี่ยนวิชาความรู้กับ T’ung Gee Hsing (ผู้สืบทอดวิชาสิงอี้ และก็ปากั้ว ซึ่งย้ายถิ่นมาอยู่ที่โอะกินะวะ) ถัดมาปีคริสต์ศักราช 1922 ฟูนาโกชิ กิชิน ลูกศิษย์ของ อังโก อิโตสึ (Anko Itosu) แห่งชูริเต้ ได้พัฒนาคาราเต้ รวมทั้งเผยแพร่ไปสู่ประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการที่เมืองโตเกียวโดยได้รับ

การช่วยสนับสนุนของ จิกาโร่ ติดอยู่โน (Jikaro Kano) ผู้ก่อตั้งยูโดโคโดกัน Kodokan Judo และก็ต่อมา บรรดาลูกศิษย์ของฟูนาโกชิ ได้เรียกรูปแบบการสอนของฟูที่นาโกชิว่า โชโต (Shoto 松涛) ตามนามแฝงของท่าน และก็ได้เรียกโรงฝึกฝนที่แรกของท่านว่า โชโตกัน (松涛館) ดูบอลสด

นาฮาเต้ มวยที่เมืองนาฮา (Naha-Te 那覇手) คันเรียว ฮิกาอนนะ (Kanryo Higaonna) ลูกศิษย์ของ อาราคากิ เซย์โช (Arakagi Seisho) ผู้เชี่ยวชาญนาฮาเต้ ได้เดินทางสู่ฟูเจี้ยนเพื่อหาประสบการณ์และก็ศึกษาวิชาการต่อสู้ของจีน ได้เรียนกับ เซี่ยจงเสียง ( 谢崇祥Xie zongxiang 1852-1930)

หรืออีกชื่อหนึ่ง ริวริวโก (如如哥 Ryu Ryu Ko) ผู้เชี่ยวชาญมวยกระเรียนหมิงเฮ่อฉวน (鸣鹤拳 Minghe Quan) รวมทั้งเดินทางกลับมาพัฒนานาฮาเต้ ถัดมา โชจุน มิยากิ (宮城 長順 Miyagi Chojun, 1888-1953) ผู้สืบทอดนาฮาเต้ของคันเรียว ได้เปลี่ยนชื่อสำนักนาฮาเต้ เป็น โกจูริวคาราเต้ (剛柔流空手)

เพื่อพัฒนาให้ทันสมัย รวมทั้งได้เข้ามา ในประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งเริ่มทำการสอนคาราเต้ (เดิมทีสอนอยู่ในโอะกินะวะ) เป็นเวลาไม่นานนักภายหลังจาก ฟูนาโกชิ แห่งโชโตกัน ภายหลังที่ มิยากิ ได้ทำการสอนในประเทศญี่ปุ่นและก็โอะกินะวะ ท่านได้ตกลงใจเดินทางไปยังเมืองจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อกราบ

เซี่ยจงเสียงเป็นอาจารย์ ศึกษา ในด้านของมวยจีนตามแบบอาจารย์ของตนเอง และก็ได้กลับมาประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อเรียบเรียงตำราการฝึกการสอนของสำนักโกจูริวขึ้นใหม่ ให้เหมาะสมกับที่ท่านได้ทำความเข้าใจมา ยุคศักดินา

ดูบอลสด

ปัจจุบันประวัติศาสตร์ส่วนนี้มีประเด็นถกเถียงกันว่า เซี่ยจงเสียง กับ ริวริวโก เป็นคนละคนกัน

เนื่องจากบันทึกของ มิยากิโชจุน กล่าวไว้ว่า ในตอนที่เดินทางไปฟุเจี้ยนกราบ ริวริวโก เป็นอาจารย์ถึงได้ทราบว่า ริวริวโกเสียชีวิตไปแล้ว จึงได้กราบ เซี่ยจงเสียงเป็นอาจารย์แทน(ขณะนั้น เซี่ยจงเสียงได้รับสมญานามว่า หรูเกอ หรือ ริวโก ซึ่งแปลว่าเหมือนดั่งพี่ชาย หรือเหมือนดั่งอาจารย์ ไม่ใช่

หรูหรูเกอ หรือ ริวริวโก) และก็จากความเป็นมาที่ คันเรียว ฮิกาอนนะไปกราบ ริวริวโกเป็นอาจารย์ ในช่วงเวลานั้น เซี่ยจงเสียงยังเป็นเพียงเด็กอายุ13ปี(คันเรียว ฮิกาอนนะ อายุมากกว่า เซี่ยจงเสียง1ปี) ซึ่งในขณะนั้น ริวริวโกได้รับ นากาอิมะ โนริซาโต้(仲井間憲里 Nakaima Norisato )ผู้ก่อตั้ง

สำนักริวเอริว(劉衛流) เป็นลูกศิษย์มานานกว่าสิบปีแล้ว ในขณะที่ มิยากิ เดินทางไปจีนแผ่นดินใหญ่ หนึ่งในผู้เรียนที่ดีเยี่ยมที่สุดของ มิยากิ ที่รู้จักกันดีในประเทศญี่ปุ่นก็คือ โกเกน ยามากูจิ (剛玄 山口 Gogen Yamaguchi, 1909-1989) สมญานาม THE CAT ผู้ได้รับสายดำระดับ 10